สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา

แก๊สน้ำตา (Lachrymatory agent หรือ tear gas) ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน 2 คนชื่อ BEN CORSONและ ROGER STAUGHTON เมื่อปี ค.ศ.1928
เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา เยื่อบุตาและแก้วตาดำ ทำให้มีน้ำตาไหลออกมาก
เยื่อบุตาจะแดงแก้วตาดำบวม การมองไม่ชัด น้ำมูกน้ำตาไหล หายใจลำบาก
ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 1 ชั่วโมง
แก๊สน้ำตาถูกนำมาใช้เป็นอาวุธประเภทก่อกวนในการปราบปรามจลาจล เพื่อสลายการชุมนุม การใช้งานมีทั้งยิงจากเครื่องยิงแก๊สและชนิดขว้างโดยบุคคล
ปกติแล้วกระสุนแก๊สน้ำตาที่ใช้ปราบจลาจลออกแบบมาเพื่อใช้กับฝูงชน จึงไม่ทำให้ฝูงชนเกิดอันตราย ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ได้
เหตุผลที่กระสุนแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เพราะตัวกระสุนเบา ภายในบรรจุแก๊ส
น้ำหนักกระสุนก่อนยิงกับหลังยิงไปแล้วไม่ได้แตกต่างกันมาก
กระสุนที่มีระยะยิงวิถีโค้งไกลสุดไม่เกิน 150 หลา รัศมีกลุ่มควันประมาณ 10-15 หลา
ความแรงและความเร็วต้นจึงไม่สูง อีกทั้งเครื่องยิงกระสุนแก๊สน้ำตาบอบบางไม่สามารถใช้ยิงกระสุนที่ความแรงได้เพราะจะเป็นอันตรายต่อผู้ยิง
กระสุนดังกล่าวไม่มีสะเก็ดระเบิดเป็นเพียงควันลอยออกมา
จากการใช้งานของหน่วยปราบจลาจลทั่วโลกที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีรายงานว่ากระสุนแก๊สน้ำตาทำให้ขาขาดหรือมีแผลฉีกขาด
ในกรณียิงโดนตัวคนอย่างจัง ก็จะมีเพียงมีรอยบวมช้ำเท่านั้น
การยิงปกติ ผู้ยิงที่ได้รับการฝึกมาจะถูกสอนไม่ให้ยิงโดนตัวฝูงชน แต่จะใช้วิธียิงเหนือลมในแนวเฉียง วิถีโค้งแล้วให้ประสุนตกพื้นเพื่อกระจายแก๊สน้ำตาออกมา
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น